สิ่งที่ควรให้เจริญขึ้น

ควรอย่างยิ่งที่แต่ละบุคคลจะเจริญกุศลคือทำดีทุกทาง ทุกโอกาส เท่าที่จะเป็นไปได้ตามกำลังของตนเอง โดยไม่รีรอเพราะเมื่อเป็นโอกาสของกุศลแล้วไม่ทำกุศล โอกาสของกุศลก็จะผ่านไป โอกาสที่จะได้เจริญกุศลหรือทำดีนั้นเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เมื่อเทียบกับอกุศลแล้วเทียบไม่ได้เลย เพราะในวันหนึ่งๆ อกุศลเกิดมากกว่ากุศล

สิ่งที่ควรให้เจริญขึ้น 

สิ่งที่ควรให้เกิดขึ้น ให้เจริญขึ้น ให้เพิ่มพูนขึ้นนั้น ต้องไม่ใช่ความชั่วหรืออกุศลทั้งหลายทั้งปวงเป็นแน่ แต่ต้องเป็นความดีเท่านั้น เพราะเหตุว่า ชีวิตประจำวัน อกุศลเกิดขึ้นเป็นไปมากอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงควรพอได้แล้วสำหรับอกุศลซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรสะสม แต่ทั้งหมด เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เมื่อเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของความดีก็จะไม่ละเลยโอกาสของความดี ไม่ว่าจะเป็นความดีประเภทใดก็ตาม เพราะเมื่อสะสมความดี หรือ กุศล บ่อยๆ เนืองๆ ก็จะค่อยๆ ขัดเกลาสิ่งสกปรกคืออกุศล ออกไปทีละเล็กทีละน้อยได้
ตามข้อความใน พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ดังนี้
“ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลาย ทำกุศลอยู่คราวละน้อยๆ ทุกๆ ขณะ ย่อมนำมลทิน คือ อกุศล ของตน ออกโดยลำดับทีเดียว”
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา เป็นคำอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่ผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษาอย่างแท้จริง เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตใจของตนเอง การขัดเกลากิเลสนั้น ต่างกับการทำความสะอาดวัตถุสิ่งของ เพราะเหตุว่าการขัดเกลากิเลสที่แต่ละบุคคลได้สะสมมาอย่างมากและยาวนานในสังสารวัฏฏ์ ต้องอาศัยการเจริญกุศลคือทำดีทุกประการบ่อยๆ เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นความดีประเภทใดก็ตาม ทั้งทาน การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ศีล การเว้นจากสิ่งที่เป็นโทษ พร้อมทั้งประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และ ภาวนา การอบรมเจริญปัญญา ตราบใดที่ยังไม่สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสทั้งปวงถึงความเป็นพระอรหันต์ได้นั้น จะขาดการสะสมความดีประการต่างๆ และการอบรมเจริญปัญญาไม่ได้เลย เพราะดีแค่ไหนก็ยังไม่พอจนกว่าจะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ พระอริยบุคคลทั้งหลายในอดีตทุกระดับขั้นที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมก็เพราะได้สะสมความดีและอบรมเจริญปัญญาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานทั้งนั้น
พระธรรมย่อมเกื้อกูลให้เข้าใจว่า ไม่ควรที่จะประมาทในทุกขณะจิต เพราะเหตุว่าบางคนอาจจะคิดว่าตนเองได้ทำกุศลมากแล้ว แต่ระยะเวลาที่กำลังทำกุศลนั้น เป็นเพราะศรัทธา (ความผ่องใส) ก็ดี หิริ (ความละอายต่ออกุศล) ก็ดี โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่ออกุศล) ก็ดี เป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดีทั้งหมด ยังไม่เสื่อมไป ยังไม่หายไป แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสของอกุศลธรรมที่จะเกิดขึ้นเลย เนื่อง จากว่าเมื่อใดที่ศรัทธา เป็นต้น เสื่อมไปหายไป ไม่เกิดขึ้น ความไม่มีศรัทธา ความไม่มีหิริ ความไม่มีโอตตัปปะ ซึ่งเป็นอกุศลธรรม ย่อมกลุ้มรุมจิต เมื่อนั้นก็เป็นการถึงพร้อมด้วยอกุศล อกุศลย่อมเกิดขึ้น ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันที่ทุกคนจะสังเกตเห็นได้ ขณะใดที่อกุศลจิตเกิด สังเกตเห็นความไม่มีศรัทธา ไม่มีความละอาย ไม่มีความเกรงกลัวต่ออกุศลได้เลย ในทางตรงกันข้าม ขณะที่เป็นกุศล ก็ย่อมมีธรรมฝ่ายดีเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง ตามความเป็นจริงของธรรมที่ใครๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
นี่แสดงให้เห็นถึงขณะจิตที่เกิดสลับกันอย่างรวดเร็วมาก แม้แต่ในเรื่องของปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก บางขณะก็เกิดขึ้น แต่ว่าหลังจากนั้นไปแล้ว หลายขณะที่อกุศลกลุ้มรุม ขณะนั้นปัญญาไม่เกิด ปัญญาไม่มี เนื่องจากว่าขณะนั้นเป็นไปกับความเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย หรือ มีความขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจในบุคคลต่างๆ ก็กั้นไม่ให้ปัญญาเกิดในขณะนั้น แม้แต่การฟังพระธรรม หรือการแสวงหาความเข้าใจพระธรรมยิ่งขึ้น ในขณะนั้นก็หายไปหมดในขณะที่อกุศลกลุ้มรุม เมื่อเป็นเช่นนี้ ในชีวิตประจำวันจึงไม่ควรประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ กุศลเท่านั้นที่ควรให้เกิดขึ้นให้เจริญขึ้น เพราะเหตุว่า เมื่ออกุศลเกิดขึ้น เติบโตขึ้น ครอบงำจิตใจมากขึ้นจนมิดชิด ก็ยากที่จะละคลายลงได้ แต่ว่าถ้าได้เจริญกุศลทุกประการไปเรื่อยๆ และมีความเข้าใจพระธรรม ก็จะค่อยๆ ขัดเกลาละคลายอกุศล เป็นผู้มีที่พึ่ง มีเครื่องป้องกันต้านทานไม่ให้ตกไปในทางฝ่ายชั่วโดยประการทั้งปวง
ควรอย่างยิ่งที่แต่ละบุคคลจะเจริญกุศลคือทำดีทุกทาง ทุกโอกาส เท่าที่จะเป็นไปได้ตามกำลังของตนเอง โดยไม่รีรอเพราะเมื่อเป็นโอกาสของกุศลแล้วไม่ทำกุศล โอกาสของกุศลก็จะผ่านไป ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง โอกาสที่จะได้เจริญกุศลหรือทำดีนั้นเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เมื่อเทียบกับอกุศลแล้วเทียบไม่ได้เลย เพราะในวันหนึ่งๆ อกุศลเกิดมากกว่ากุศล.

ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก

กถาวัตถุ ๑๐
แปลว่า หัวข้อที่ควรจะสนทนา กับเพื่อน เพื่อน กับทุกคนที่พร้อมจะฟังธรรม แล้ว

คือ การสนทนาที่มีแต่ความ สร้างสรรค์ ขัดเกลากิเลส
คือ ถ้อยคำที่ชักชวนกัน ให้ทำ ๑๐ หัวข้อ ดังนี้ นะครับ

จะไม่พูดภาษา บาลี นำหน้า นะครับ คือ

๑.ถ้อยคำที่สุภาพ ชักนำกัน ให้เป็นคน มักน้อย
ไม่ต้องการอยากได้ อะไร ที่ มากมาย เกินความจำเป็น

๒.ถ้อยคำที่สุภาพ ชักนำกัน ให้เป็นคน สันโดษ

คือ ความพอใจ ในสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองเป็น
ภรรยา สามี ลูกหลาน ทรัพย์สมบัติ ปัญญา ความแข็งแรง อายุ ที่ยืนยาว ที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้

เหมาะสมที่สุด สำหรับเราแล้ว เพราะว่า เราทำบุญของเรามาเพียงเท่านี้ เท่านั้น

ไม่มีมากกว่านี้ ไม่มีน้อยกว่านี้ และ ไม่มีที่ขาดไป หายไป ไม่มีตกหล่น ทุกอย่างมีเท่านี้

ทุกอย่าง เป็นไปตามเหตุ เป็นไปตามปัจจัย ที่พวกเรา แต่ละคน ทำมา ทั้งสิ้น

๓.ถ้อยคำที่สุภาพ ชักนำกัน ให้เป็นคน มีความสงบ มีความสงัด ทางกาย และ ทางใจ

ทางใจ
คือ นามกายปัสสัทธิ
คือ ความสงบ ระงับ ไม่ปรุงแต่ง สังขารทั้ง ๕๐ ตัว ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ความโกรธ ความโลภ ความหลง ….
คือ หยุด การปรุงแต่ง สังขาร ทั้งหมด นั่นเอง

เมื่อ สังขารใด ปรากฏขึ้นมา สติจะเป็นตัวรับรู้ และ สติ จะเตือนปัญญาว่า ขณะนี้ อย่าปรุงแต่ง อะไรเลย สังขารทั้ง ก็จะตกไป

๔.ถ้อยคำที่สุภาพ ชักนำกัน ให้เป็นคน ไม่คลุกคลี ด้วยหมู่คณะ

Related posts

เดช ๕ กำลังเผาผลาญอกุศล

กตัญญูกตเวที

สวดมนต์ภาวนา